2005/Oct/09

ปัญหาบุหรี่ไทย

9 ตุลาคม 2548

บุหรี่เป็นคำสองพยางค์ซึ่งอย่างไรเสียก็ไม่ใช่คำไทย บุหรี่เกิดขึ้นในโลกประมาณ 500 ปี และเข้าสู่สังคมไทยน่าจะประมาณ 300 ปี แต่มิได้หมายความว่าก่อน 300 ปี

คนไทยจะไม่มีสิ่งที่ละม้ายคล้ายบุหรี่เพื่อบริโภค เพราะคนไทยหรือชาวสยามก่อนหน้านั้นรู้จักสิ่งคล้ายๆ บุหรี่ในนามของยาสูบ ท่านแต่ก่อนได้สันนิษฐานว่ามาจากอิทธิพลจีน และบัญญัติศัพท์ภาษาไทยเรียกว่ายาสูบ เป็นคำสองพยางค์ และเป็นคำประสม คือ คำว่ายารวมกับสูบ ตรงคำว่ายานั้นอาจจะเนื่องด้วยยาสูบเป็นประดิษฐกรรมการรักษาโรคบางอย่าง
บุหรี่โดยตัวศัพท์นั้นเข้าใจว่าเป็นภาษาเปอร์เซีย แต่ยาสูบถึงจะรับอิทธิพลจากจีน ทว่าคำยาสูบที่เป็นคำประสมนี้เป็นคำไทย

ยาสูบที่ได้ชื่อว่าพันธุ์ดีนั้นมิใช่พันธุ์เวอร์จิเนียร์หรืออะไรที่เป็นฝรั่งๆ หากเป็นพันธุ์ยาสูบไทยสมัยโบราณที่ปลูกในจังหวัดเพชรบูรณ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพรับสั่งว่า "เป็นยาดีกว่าที่อื่นๆ ในพระราชอาณาจักรนี้" และทรงประทานอธิบายการปลูกและปัญหาการปลอมว่ายาสูบที่อื่นเป็นยาสูบเพชรบูรณ์ไว้ ดังปรากฏในพระนิพนธ์เรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ตอนหนึ่ง ความว่า

"การทำไร่ยาสูบในมณฑลเพชรบูรณ์นั้น ราษฎรไปเที่ยวทำตามแอ่ง อันน้ำท่วมขังในฤดูฝน พอตกแล้งน้ำแห้งก็ไปถากถางทำไร่ยาในที่เหล่านั้น ทำเพียง 6 ปี 7 ปี ดินจืดก็ต้องย้ายไปทำทื่อื่น พักแผ่นดินเสีย 6 ปี 7 ปี จึงกลับมาทำได้ใหม่ ยาที่เป็นยาอย่างดีมีแต่ในเมืองเพชรบูรณ์ ยาเมืองหล่มศักดิ์และยาที่ปลูกข้างใต้ห่างเมืองเพชรบูรณ์ลงมาเพียงสองวันรสยาคลายไป สู้ที่เมืองเพชรบูรณ์ไม่ได้ ราษฎรปลูกยาเก็บหั่นเสร็จแล้วพวกพ่อค้าไปรับซื้อถึงบ้านเรือนราษฎร บรรทุกโคต่างไปขายทางมณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดรบ้าง แต่โดยมากนั้นบรรทุกเรือล่องลงมาขายกรุงเทพฯ

เวลาข้าพเจ้าไปถึงกำลังเกิดความเข้าใจผิดด้วยเรื่องสินค้ายาเป็นข้อใหญ่ อย่างได้เคยพบที่เมืองพิจิตรและเมืองพิษณุโลกแต่ก่อนครั้งหนึ่ง ถึงเป็นเหตุให้ฉิบหายกันมาก คือ ธรรมดายาที่ขายกันโดยปกติ ย่อมคัดยาเป็นสามชนิด คือ อย่างดี อย่างกลางและอย่างเลว ขายราคาลดกันโดยลำดับในสองปีมานี้ ยาเพชรบูรณ์ขายดีมีผู้ซื้อมาก ข้างพวกที่ปลูกยาอยากจะได้กำไรแรง เอายาทั้งสามอย่างคละกันปลอมขายเป็นยาอย่างดี พวกพ่อค้าไม่รู้เท่ารับเอามาขาย เมื่อปีที่แล้วคนไม่ใคร่ซื้อ ขาดทุนกันหลายราย เมื่อศก 120 ที่เมืองพิจิตร เมืองพิษณุโลกก็เป็นอย่างนี้ จบพ่อค้าเข็ดไม่กล้ารับซื้อยาลงมาขาย พวกราษฎรก็ต้องเก็บยาไว้ผุคาเรือนเปล่าตลอดปี ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปพบเมื่อศก 120 ครั้นไปพบที่มณฑลเพชรบูรณ์เริ่มต้นจะเป็นอย่างเดียวกันในปีนี้ จึงได้สั่งให้รีบประกาศเล่าเรื่องยาเมืองพิจิตร พิษณุโลก ให้ราษฎรเมืองเพชรบูรณ์ฟัง และคอยให้ตรวจตราห้ามปรามทั่วไป แต่จะมีผลแก้ไขได้ในปีนี้หรือไม่ยังไม่ทราบแน่ ถ้าท่านผู้ใดสูบยาเพชรบูรณ์ในบีนี้รู้สึกว่ารสคลายไปแล้ว ขอให้เข้าใจเถิดว่าเป็นด้วยเหตุดังข้าพเจ้าเล่ามานี้"

ครับ

ยุคนั้นยังไม่มีสิทธิบัตรพันธุ์ยาสูบ เพื่อแสดงว่าเป็นพันธุ์เพชรบูรณ์ หรือพันธุ์พิจิตรพิษณุโลก และความหมายของพันธุ์เพชรบูรณ์ก็น่าจะเฉพาะที่ปลูกบริเวณตัวเมือง แม้หล่มศักดิ์ที่อยู่ในมณฑลเดียวกัน ก็นับว่าไม่ใช่พันธุ์แท้ ถ้าเดินทางห่างจากแหล่งผลิตยาพันธุ์ดี "สองวัน" ของพระองค์ท่านก็ว่ารสไม่ถึงเสียแล้ว คำว่าสองวันนี้พึงเข้าใจว่าเป็นการเดินทางสมัยโน้นจะด้วยม้าหรือเกวียนก็ตาม เห็นจะมิใช่ด้วยรถยนต์อย่างปัจจุบัน

ยาสูบไทยเมื่อมีใบยามาแล้ว ครั้นผึ่งแดดผึ่งลมพอได้ที่ก็หั่นเป็นเส้น จากนี้ก็ใช้ใบตอง (ต้องผึ่งจนแห้งเช่นกัน หรือจะใช้ใบจากก็ผ่านกรรมวิธีไม่ต่างกันนัก) นอกจากนี้ยังสามารถใช้กลีบบัวมามวนยาเส้นได้ด้วย จะรักษาสีกลีบบัวให้สวยนั้นท่านแต่ก่อนอาศัยน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว แล้วนำไปผึ่งจนแห้ง สำหรับการปรุงยาสูบให้ได้รสยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากเป็นยาเส้นพันธุ์ดีมาจากเพชรบูรณ์ ด้วยภูมิปัญญาไทยและรสนิยมวิไลของบรรพบุรุษ ท่านผสมชะเอมเทศ จันทน์ขาว ขี้ชะมดเชียง น้ำผึ้งผสมชะเอมเทศเพื่อพรมยาเส้น และอาจฉีดน้ำมันหอมธรรมชาติ เช่น น้ำมันสละ เพื่อกลิ่นจรุงใจ

เรื่องยาสูบไทยๆ นี้ ใครมีตำรับปรุงอย่างไรก็ทำใช้เอง หรือถ้าจะทำขายก็เป็นเพียงอุตสาหกรรมครอบครัว จะเริ่มทำเป็นกิจการระดับบริษัทก็มาเริ่มด้วยคนไทยเชื้อสายจีน คือ นายเซียวเคงเหลียน สีบุญเรือง เดิมทีท่านรับราชการเป็นเลขานุการของอธิบดีกรมเจ้าท่า ต่อมาเมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว จึงคิดว่าจะทำอะไรดี อาศัยท่านชอบสูบยาสูบแบบไทยจึงเริ่มทำยาสูบขาย แรกๆ เกณฑ์บ่าวไพร่มาร่วมวงศ์ไพบูลย์ก่อน กิจการดีจึงตั้งเป็นบริษัทยาสูบสยาม เนื่องจากนายเซียวเคงเหลียน สีบุญเรือง ชอบสูบยาสูบใบตอง ดังนั้น ยาสูบที่ผลิตขายจึงเป็นยาสูบใบตอง เรียกชื่อว่า ใบตองกินรี

ยาสูบแบบไทยๆ นี้ค่อยๆ สิ้นผู้นิยม เพราะมีผู้นำบุหรี่จากตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ คนไทยยุคนั้นเรียกว่ายาแกแร็ต บริษัทยาสูบสยามที่ผลิตยาสูบใบตองกินรี จึงต้องปรับปรุงและเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาแกแร็ตหรือบุหรี่อันเป็นยาสูบที่มวนด้วยกระดาษขึ้นมา นายเซียวเคงเหลียนมีวิชาความรู้ภาษาอังกฤษดี จึงสั่งตำราภาษาอังกฤษว่าด้วยการผลิตบุหรี่มาศึกษา เมื่อศึกษาแล้วก็ลงมือทำ ปรุงปรนจนได้มาตรฐานและรสชาติไม่ต่างจากแกแร็ตที่ฝรั่งทำ กิจการจำเริญรุ่งเรืองดีแล้วมาหักเหเลิกกันดื้อๆ ประสารวยแล้วรู้จักพอในเมื่อรัฐบาลสยามตั้งโรงงานผลิตยาแกแร็ตเอง ความจริงในเวลานั้น ไม่เพียงรัฐบาลผลิตบุหรี่ บริษัทอังกฤษบริษัทของอเมริกาก็เข้ามาผลิตด้วย บริษัทจีนก็มีคือบริษัทนานยางซึ่งเป็นคนละบริษัทกับนานยางที่ทำรองเท้ากับสิ่งทอเวลานี้ ตั้งชื่อนานยางเข้าใจว่าคงต้องการให้ใกล้เคียงสำเนียงจีน "หนันหยาง" แปลว่า ทะเลจีนตอนใต้

ประวัติความเป็นมาพอสังเขปของยาสูบจนมาถึงบุหรี่อย่างสังเขปนั้น โดยระยะกาลเวลาจากบัดนั้นมาถึงบัดนี้ คนที่สูบบุหรี่และคนผลิตบุหรี่เองได้ล้มหายตายจากกันไปหลายรุ่นแล้ว มูลเหตุจูงใจต่อการสูบบุหรี่และเลิกบุหรี่ในสังคมต่างยุคต่างสมัยย่อมแตกต่างกัน ผู้เขียนเมื่อวัยรุ่นเคยสูบบุหรี่เพราะรำคาญ ครูชอบพูดซ้ำซากจ้ำจี้จ้ำไชไม่ให้สูบ ธรรมชาติของคนวัยขนาดเดียวกันนั้น ไม่ชอบให้ใครพูดจาซ้ำซากจึงกลายเป็นยิ่งว่ายิ่งยุ ในชั้นมัธยมก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ สถานที่สูบบุหรี่ที่ไม่มีรัฐมนตรีมาจัดให้สูบ คือ บริเวณส้วม ต่างคนเข้าแถวปัสสาวะไปพลางสูบบุหรี่ไปพลาง สำหรับผู้เขียนพอเรียนชั้นที่สูงขึ้นไม่มีใครมาห้ามสูบบุหรี่ ก็เลยเลิกสูบ เพราะไม่สนุก เมื่อสามสิบสี่สิบปีที่แล้ว วัฒนธรรมการสูบบุหรี่พอจะมีให้เห็น คือ ครูบาอาจารย์จะไม่สูบบุหรี่ให้นักเรียนเห็น เว้นแต่จะสูบในห้องพักครู คณะที่พระบางองค์สูบบุหรี่โดยไม่คณนาต่อสายตานัก อาจจะเป็นเพราะชาวบ้านเวลานั้นถวายบุหรี่พระ แต่พระดีๆ ท่านจะไม่สูบ เมื่อหลวมตัวสูบจนติดและยังเลิกไม่ได้ ก็จะสูบในที่ลับตา บางวัดถึงขั้นส่งเสริมให้คนเลิกบุหรี่ ก่อนจะถึงยุครณรงค์ของคุณหมอด้วยซ้ำไป เช่น ที่สวนโมกข์ สมัยท่านอาจารย์เจ้าคุณพุทธทาสยังไม่มรณภาพ คนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่แต่ยังตัดไม่ขาด ท่านก็มีกิจกรรมส่งเสริมโดยไปอธิษฐานกับหลวงตาไสว (บัดนี้ก็มรณภาพแล้ว) ว่าจะเลิกบุหรี่ พร้อมกับนำบุหรี่ทั้งซองไปถวายเป็นการแสดงสัจจะ หลวงตาไสวท่านไม่สูบบุหรี่ถึงจะรับไว้ก็เพื่อนำไปทำลาย แต่ระหว่างคนมาแสดงตนท่านก็ให้ข้อคิดและให้พร

ทำให้ผู้เขียนคิดได้ว่า จะทำอะไรก็ทำแต่พอดีอย่าเหาะเกินลงกา ความโน้มเอียงขั้วหนึ่งขั้วใดล้วนไม่ดีทั้งนั้น ผู้ใหญ่บางคนอธิบายกับเด็กแปลกมาก เช่น อธิบายว่ายังเป็นเด็กอยู่ ไว้โตเป็นผู้ใหญ่ค่อยทำ แปลว่าห้ามเด็กประพฤติชั่ว แต่ผู้ใหญ่ประพฤติชั่วได้อย่างนั้นหรือ

ผลงานของ รมว.นายแพทย์สุชัย เจริญรัตนกุล ที่ใช้มาตรการเด็ดขาด สั่งห้ามวางบุหรี่ในร้านค้า เพื่อมิให้เป็นการโฆษณาจูงใจ โดยเริ่มดีเดย์เมื่อวันมหิดล วันที่ 24 กันยายน ศกนี้ เป็นการปฏิรูปราชการและใช้นโยบายที่ดีมาก เพราะในฐานะหมอที่กุมนโยบายและมีกฎหมายเป็นเครื่องมือ ก็ต้องอาศัยกฎหมาย

ร้านเล็กร้านน้อยนั้นร่วมมือดี แต่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีสาขาประมาณ 3,200 แห่ง ไม่ให้ความร่วมมือ เรื่องเช่นนี้ก็เป็นกระจกสะท้อนสังคมไทยได้เหมือนกันว่า การค้าคำนึงถึงกำไรอย่างเดียว หรือควรเป็นการค้าที่รับผิดชอบต่อสังคมด้วย และเรื่องนี้ก็เหมือนอีกหลายๆ เรื่องในสังคมไทย แทนที่จะคำนึงถึงเจตนาและผลอันเห็นได้แน่ชัดว่า บุหรี่กับสุขภาพอนามัย มีผลต่อกันอย่างไร ความรู้ทางการแพทย์ไม่เป็นเรื่องนำพา จึงต้องรอการต่อสู้ของหมอความว่า "การตั้งโชว์บุหรี่หน้าร้าน เป็นการโฆษณา ณ จุดขายหรือไม่"

การรณรงค์เลิกสูบบุหรี่หรือจัดการต่อการจัดวางบุหรี่ อาจจะทำให้โรงงานยาสูบของรัฐรายได้ตก กระทั่งบุหรี่เถื่อนเข้าสู่ตลาด กรณีรายได้นั้น คงต้องถามว่าระหว่างคนเป็นโรคเพราะบุหรี่รัฐใช้งบประมาณรักษาเป็นเงินงบประมาณเท่าใด และคุณภาพของพลเมืองที่เสียไปควรเสียดายหรือไม่ โดยเฉพาะเยาวชน ส่วนบุหรี่เถื่อนทะลัก ก็เหมือนกับของเถื่อนต่างๆ ปัญหาอยู่ที่ประสิทธิภาพของกลไกรัฐและการคอรัปชั่น

ขอให้นึกทบทวนความจำถึงพระราชกระแสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 เรื่องทรงห่วงใยสุขภาพเยาวชน เราสรรเสริญพระบารมี แต่ไม่สนองพระราชดำริอย่างเป็นรูปธรรม เห็นจะกระไรอยู่กระมัง.

2005/Oct/06

เง้อ ลืมสนิท ของวันอาทิตย์ที่แล้ว เอามาลงแล้วนะคะTT^TT ขอโทษด้วยค่า

คำหลวงตาบัว

2 ตุลาคม 2548

วันนี้ขอเขียนเรื่องพระอีกครั้ง เพราะเหตุปัจจัยอำนวยให้ต้องเขียน ประการแรก วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันพระประสูติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

จึงใคร่ชวนพุทธศาสนิกชนน้อมระลึกถึงและบำเพ็ญกุศลถวาย จะไปเข้าเฝ้าระหว่างงานที่วัดบวรนิเวศวิหารที่จัดงานบำเพ็ญกุศลเป็นประจำทุกปีก็ได้ จัดขึ้นวันที่ 1 ถึง 3 ตุลาคม

ประการต่อมา เป็นเรื่องอันเนื่องจากคำแสดงพระธรรมเทศนาของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่แสดงพระธรรมเทศนาแก่พุทธศาสนิกชน ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 27 กันยายน ศกนี้

ท่านเจ้าคุณพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าหลวงตาบัวนั้นท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พัดยศเป็นเจ้าคุณชั้นธรรม สูงกว่าพระภิกษุสงฆ์รูปใดสายวัดป่าหรืออรัญวาสีขณะนี้ แต่ท่านมิได้ติดกับยศช้างขุนนางพระ ท่านมีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างสำคัญ ขณะเผชิญปัญหาฟองสบู่แตก อาศัยศรัทธาที่ผู้คนมีต่อท่านจึงเชิญชวนระดมเงินระดมทองช่วยชาติเป็นทุนสำรอง และในการแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ ท่านก็สนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อสมัยแรก หากพฤติการณ์ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ในเวลาต่อมา ทำให้ท่านวิพากษ์วิจารณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า อุทิศตนแบบทองลูบกระเบื้องว่างั้นเถอะ

การแสดงพระธรรมเทศนาครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างน้อยในหนังสือพิมพ์รายวันสองฉบับ คือ หนังสือพิมพ์มติชน โดยนำเสนอข่าวไว้หน้าใน กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันที่นำเสนอหน้าหนึ่ง พาดหัวข่าวว่า "หลวงตาบัวเทียบทักษิณ-เทวทัต ลั่นชีวิตแลกขวางประธานาธิบดี"

รายงานข่าวเดียวกัน กล่าวถึงการเทศนามีประเด็นน่าสนใจ คือ
-มุ่งเป็นประธานาธิบดี
-กรณีหลอกลวงประชาชน ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาแล้วไม่แก้ปัญหาความยากจน ไม่ทำตามที่หาเสียงไว้
-ใช้อำนาจบาตรใหญ่ แทรกแซงครอบงำวงราชการ ทหาร ตำรวจ
-ครอบงำการทำงานของสภา กระบวนการยุติธรรม
-อกตัญญูต่อครูบาอาจารย์
-เปรียบเทียบรัฐบาลเหมือนเทวทัต คิดเทียบชั้นพระพุทธเจ้า แต่ก่อนตายเทวทัตยังสำนึกผิด ฯลฯ

ต่อคำครหาว่าหลวงตาบัวเล่นการเมือง ท่านกล่าวว่า
"เราช่วยพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยมาเป็นเวลา 7 ปี เป็นตายชีวิตเรามอบเลยกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราไม่มีอะไรเสียดายในตัวของเรา นอกจากมีความเสียดายและเป็นห่วงพี่น้องทั้งหลายเท่านั้น มันยังมาหาเรื่องว่าเราเล่นการเมือง"

คำเทศนาครั้งนี้ หลวงตาบัวฟื้นความหลังตอนหนึ่งว่า
"เฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีเราช่วยเต็มเหนี่ยวเพื่อจะยกท่านผู้นี้ว่าจะเป็นคนดิบคนดี จะยกชาติไทยขึ้น เราช่วยเต็มกำลังความสามารถเพราะเราหาคนดีมันหาไม่ได้ หาเจอตรงไหนๆมีแต่ยักษ์แต่ผีจะกินบ้านกินเมือง ประชาชนนอนตาไม่หลับ ความทุกข์ยากลำบากเป็นฟืนเป็นไฟเผาในใจ เราจึงพยายามยกให้เป็นนายกฯ บรรดาประชาชนทั้งหลายเขาก็พร้อมหน้าด้วย ต่างคนต่างพร้อมหน้ากันยกให้เป็นนายกฯ ขึ้นมาเห็นไหม ครั้นเป็นนายกฯ ขึ้นมานี้แล้ว มันไม่ได้หันมามองดูอาจารย์มันเลย อาจารย์มันอีตาบัว หลวงตาบัว มันมองหาแต่ก๊กแต่เหล่าแต่พรรคแต่พวกที่จะยึดอำนาจ กวาดเอาสมบัติเงินทองมาเป็นเศรษฐี เลยมหาเศรษฐีเข้าไปอีก แล้วมันก็ตายกองกันอยู่ในสมบัตินั่นแหละ ไม่เกิดประโยชน์อะไร"

หลวงตายังเปรียบเทียบกับเทวทัต หากเทวทัตดีกว่าเพราะยังรู้ผิด เทวทัตเป็นข้าศึกศัตรูต่อพระพุทธเจ้า เวลาพระเทวทัตแยกตัวออกไปเป็นศาสดาองค์เอกขึ้นมาแข่งกับพระพุทธเจ้า เมื่อถูกธรณีสูบพระเทวทัตยังเห็นโทษเห็นภัย

เทศนาอีกตอนหนึ่งของหลวงตาได้เตือนสตินายกฯ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯพร้อมๆ กันว่า "นายกฯ เราก็ดี ใครก็ดี แล้วคนที่เขาบ่งมากที่สุดก็คือ นายกฯ กับนายวิษณุ ให้รู้เนื้อรู้ตัวว่าเป็นคนของประชาชน ขอให้ตั้งใจปฏิบัติตัว ความเรียนรู้มาเหล่านั้นเรียนรู้มาเพื่ออะไร ความบ่งบอกของความรู้วิชาก็เพื่อมาพยุงชาติบ้านเมืองและหน้าที่การงานของตนให้เจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่เรียนมาเพื่อเหยียบย่ำทำลายคนทั้งประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้แหลกไป"

คำเทศนาของหลวงตาบัวปรากฏต่อสาธารณชนณ วัดป่าบ้านตาด ถ่ายทอดทางสถานีวิทยุ ปรากฏเป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์และผ่านอินเทอร์เน็ตประเด็นที่หลวงตามหาบัวหยิบยกขึ้นมาแสดงนั้นกระทบความรู้สึกนึกคิดผู้ที่รับทราบ ดูเหมือนรัฐบาลทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ช่างแตกต่างจากกรณีอื่นๆ ที่ใครแตะต้องนายกฯ ย่อมจะมีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ออกมาโต้ตอบปกป้อง ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้ทางท่านนายกฯ ควรจะออกมารับพรพระ เรื่องใดไม่จริงก็ควรบอกว่าไม่จริง เรื่องใดคลุมเครืออาจทำให้คิดไปได้ตามนั้น ก็ควรบอกว่าจะสำรวมระวัง ซึ่งหวังว่าคงไม่มีพวกประจบสอพลอหาเหตุปิดวิทยุชุมชนของหลวงตาบัว มิฉะนั้นคงดูกันไม่จืด

นายกฯ ทักษิณถึงจะเข้ามาเป็นนายกฯ สองสมัย ผ่านกลไกลเลือกตั้ง ก็อย่านึกว่ามีฐานมวลชนแน่นหนา และการดำเนินนโยบายทางการเมืองที่ผ่านมา ก็ใช่ว่าจะถูกต้องถูกใจผู้คนทั้งหมด คนเลือกที่เขาผิดหวังก็มีอยู่มาก ตรงข้ามกับหลวงตาบัว แม้ไม่ผ่านการเลือกตั้งอะไรกับใครเขา แต่ท่านก็เป็นผู้นำบารมีธรรม ถ้าไม่มีบารมีคงไม่มีมวลชนสนับสนุนบริจาคทรัพย์ถวายเพื่อร่วมกู้ชาติกับหลวงตา มวลชนที่ยอมเสียสตางค์ถวาย กับมวลชนประเภทซื้อได้ด้วยเงินของนักการเมือง มวลชนสองพวกนี้ใครมีคุณภาพคุณธรรมแข็งแกร่งมั่นคงกว่ากัน

ทำไมหลวงตาบัวจึงเป็นผู้นำวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณอีกรูปหนึ่ง หลวงตาเล่นการเมืองหรือข้อนี้หลวงตาปฏิเสธไปแล้ว ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำของท่าน พร้อมกับเห็นอีกว่าการเมืองต่างหากที่เล่นกับการล้วงลูกถึงสถาบันสงฆ์ไทย ก้าวล่วงต่อพระราชอำนาจในการทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ในหนังสือเรื่อง "พระราชอำนาจ" ของคุณประมวล รุจนเสรี แสดงหลักการอันถูกต้องชอบธรรมดีมาก ดังได้กล่าวว่า

"อำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นของพระมหากษัตริย์ การที่คณะรัฐมนตรีถวายคำแนะนำเป็นรูปแบบพิธีการ เมื่อรัฐธรรมนูญถวายพระราชอำนาจให้เป็นอัครศาสนูปถัมภก ก็ควรยึดเอานิติราชประเพณีมาเป็นหลักปฏิบัติ รัฐบาลไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงออกพระราชกำหนด และเปลี่ยนหลักปฏิบัติการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชผิดไปจากเดิม จะทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์จนเกิดสังฆเภท" (พระราชอำนาจ : หน้า 65)

รัฐบาลนี้ใช้อำนาจบริหารตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับปัจจุบัน มาตรา 10 เบิกทางให้มหาเถรสมาคมแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 อันเป็นการกระทำไม่ต่างจากการยึดอำนาจในคณะสงฆ์ด้วยนิติวิธี

เป็นการเริ่มต้นการมีสมเด็จพระสังฆราชทับซ้อนสมสมัยยุคผลประโยชน์ทับซ้อน เท่ากับมีสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์ในเวลาเดียวกัน พระองค์หนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้สถาปนามาแต่เดิม อีกองค์หนึ่งเป็นเรื่องรัฐบาลสถาปนาขึ้นทำการแทน

ปมนี้คือจุดเริ่มเรื่องที่หลวงตาบัวเคลื่อนไหววิพากษ์รัฐบาล เพราะหลวงตามีความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกันท่านก็เคารพต่อสมเด็จพระญาณสังวรฯ และยึดมั่นตามพระธรรมวินัย ด้วยสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงมีพรรษาสูงกว่า

เมื่อแรกสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงประชวรและมีการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้เขียนไม่ได้ดูรายละเอียด แต่พิจารณาเพียงว่าเมื่อสมเด็จพระสังฆราชทรงพระประชวร จะให้พระองค์ท่านตรากตรำพระวรกายลำบากลำบนไปทำไม มีผู้ทำหน้าที่แทนก็ดีแล้ว ผู้เขียนเคยแสดงความคิดเห็นทำนองนี้เมื่อเกิดการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนด้วยซ้ำไป เพราะสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ของผู้เขียน ในฐานะของลูกศิษย์จึงปรารถนาให้พระองค์ไม่ต้องเป็นภาระธุระมากนัก ซึ่งระหว่างบวชพรรษาหนึ่งได้เห็นคนมาขอเข้าเฝ้าแต่เช้า มีกิจต่างๆ ทั้งกลางวันถึงค่ำคืน ผู้เขียนเคยปรารภกราบเรียนท่านอาจารย์เจ้าคุณพระเทพดิลก (พระมหาระแบบ) ขณะนั้นครองสมณศักดิ์ที่พระราชธรรมนิเทศ คือกราบเรียนว่า ใต้ฝ่าพระบาท (สมเด็จพระสังฆราช) เมื่อยังเป็นพระสาสนโสภณนั้น มีภาพลักษณ์เป็นนักปราชญ์เต็มตัว มีผลงานนิพนธ์หลายเรื่องเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยัน นี่พอทรงเป็นสมเด็จพระญาณสังวร ใครต่อมิใครมาทำให้ท่านกลายเป็นเกจิอาจารย์ ประเดี๋ยวก็ทูลไปจุดเทียนชัย ประเดี๋ยวทูลให้นั่งปรก วันๆ ก็ทรงสงเคราะห์อนุเคราะห์คนมากมายหลายหลาก นี่ถ้าทรงเป็นพระหลวงตาธรรมดาๆ จะมีความสุขกว่ากระมัง ท่านอาจารย์เจ้าคุณระแบบท่านหัวเราะก่อนตอบผู้เขียนว่า คงเป็นไปไม่ได้เพราะฝ่าพระบาทมีเมตตาสูง เรื่องทรงพระเมตตาเป็นธุระให้ รวมทั้งประทานโอกาสให้คนเข้าเฝ้ามากมาย ดูจะเป็นวาสนาของพระองค์ไปแล้ว

ถ้ารัฐบาลไม่มีวาระซ่อนเร้นเรื่องสมเด็จพระสังฆราชของหลวงกับสังฆราชของนายกฯ บัดนี้สมเด็จพระญาณสังวรฯ หายจากประชวรแล้ว ก็ควรคืนพระสถานะ ยกเลิกผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนได้แล้ว

และควรแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังเดิม

2005/Oct/04

เง้อออ วันนี้วันเกิดนู๋~~~

แก่ขึ้นอีกปีซะแระ เบื่อจังเลย

คนจำได้ก็มีกานไม่กี่คน ( ที่แน่ๆ คนในบ้านไม่มีใครจำได้เลยคิดดู๊ บ้างาน! ) คนที่อยากจะฟังคำพูดว่าHBD ที่สุดก็ไม่ได้มาใส่ใจ ( แน่นอนว่าเจ้าตัวจำได้ )
แต่ก็มีหลายคนแระที่มาบอกHBDให้ ขอบคุณมากๆเลยน๊า พิณ วอ หยก มิ้น แป้ง มาช ขอบคุณน๊า

วันนี้เปิดเพลงนี้หลายรอบแระ วันเกิดใครๆก็เขียนเพลงนี้ให้เสมอ ตอนนี้ถึงเวลาที่จะฟังเองบ้างล่ะน๊า

Birthday ~Aruki-Hajimeta Hi~ [Birthday ~A Day That Started To Walk~ ]

from The Prince ofTennis : Double A Side Single

vocal: Aozu

Isoide mo asette mo karamawari
Yume nante awatete mo sagasu mon ja nai
Hito no tame Dare no tame'tte wake ja naku
Tada jibun no iro de egakeba ii

Motto daitan de Wagamama de Aimai de kamawanai sa
Kitto seikai wa Hitotsu ja nai
Bankai wa itsu ni natta'tte Sou dekiru!

Hitotsu Hitotsu omoi wo BIRTHDAY CAKE ni tomosou
Itsuka ooki na hikari ni natte
Terashidasu sa It's your dreams
Suki ni nareru koto kara Shippai wo osorezu ni yukou
Aruki-hajimeta Sono hi no kimi e
Happy Birthday to you

Zasetsu shite nayanderu hito ga ita
Uwabe dake no kotoba de hagemashita'tte
Hontou no yasashisa wa onaji dake
Kanashimi wo seowanakya wakaranai

Motto kantan de Aru ga mama de Donkan de kamawanai sa
Kitto koukai wa saki ni konai
Nanda'tte tsumekonda'tte Sugu wasureru!

Itsumo Itsumo tanoshii koto Bakari ja nakute mo ii sa
Koeteikanakya kawarenai koto
Kanarazu kuru brand new days
Muchuu ni nareru koto ga Taisetsu na mono ni natteyuku
Umarekawatta Sono hi no kimi e
Happy Birthday to you

Kazoekirenai hodo no Deai to wakare no naka de
Kurikaesu mainichi ga Kinenbi ni naru
Kitto soko ni wa Itsumo
Sou egao ga afureteru

Hitotsu Hitotsu omoi wo BIRTHDAY CAKE ni tomosou
Hitofuki shitara kiechau nante
Mada tarinain'da your dreams
Suki ni nareru koto kara Shippai wo osorezu ni ikou
Aruki-hajimeta Sono hi no kimi e
Happy Birthday to you

เงอะ พึ่งรู้ว่าพี่กรูฟก็เกิดวันนี้เหมือนกัน ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ รวมทั้งคนที่เกิดวันนี้ทุกคนด้วย

เคีย จะกินไรล่ะน่ะ เค้กยังไม่มาสะหน่อย - -"



Asakura YukiHime [ Tayakey ]
View full profile